โรคไอกรน
02 มกราคม 2568 11:05 น.โรคไอกรน
ไอกรน เกิดจากโรคเชื้อแบคทีเรียชื่อ Berdetella pertussis ที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งสร้างสารพิษทำลายเนื้อเยื่อและกระตุ้นการหลั่งสารที่ทำให้มีการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ จนเกิดอาการไอเป็นโรคที่ติดต่อง่ายจากการไอ จาม หายใจรดกัน ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก สัมผัสโรคนี้จะติดเชื้อและเกิดโรคเกือบทุกราย พบบ่อยในเด็กอายุ> 5 ปี ซึ่งอยู่ในชนบท ส่วนใหญ่ไม่ได้รับวัคซีนและอยู่ในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่ติดเชื้อ ลักษณะพิเศษ คือ ไอซ้อนๆ ติดๆกัน 5-10 ครั้งหรือมากกว่านั้น จนหายใจไม่ทัน และมีหายใจเข้าลึก ๆ เป็นเสียงวู๊ป สลับกันกับการไอเป็นชุด ๆ มีไอเรื้อรังนานเป็นเวลา 2-3 เดือน พบเชื้อในลำคอและโพรงจมูกผู้ป่วยในระยะ 1-2 สัปดาห์แรกก่อนมีอาการไอจนเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ผู้ที่มีอาการรุนแรงและเสียชีวิตสูง ส่วนใหญ่พบในเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิด, เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีและเด็กที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
ระยะฟักตัว โรคไอกรนประมาณ 6-20 วัน พบบ่อย 7-10 วัน
อาการและอาการแสดงมี 3 ระยะดังนี้
1.ระยะแรก เริ่มมีน้ำมูกและไอแห้งนานเกิน 10 วัน เหมือนอาการเริ่มแรกของโรคหวัดธรรมดา มีไข้ต่ำ ๆ ตาแดง น้ำตาไหลเป็นอยู่ 1-2 สัปดาห์
2.ระยะไอเป็นชุด ๆในสัปดาห์ที่ 3 มีไอถี่ ๆติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้งและมีหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิด เสียงวู๊ป ช่วงไอมีหน้าตาแดง น้ำมูกน้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดที่คอโป่งพอง ไอติดต่อกันจนมีเสมหะเหนียวออกมา เด็กเล็กมีอาเจียนหลังไอเป็นชุด ๆนาน 2-4 สัปดาห์
3. ระยะฟื้นตัว ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ มีไอเป็นชุดค่อยๆลดจำนวนครั้งและความรุนแรงลง ใช้เวลา 6-10 สัปดาห์
โรคแทรกซ้อน
1. ปอดอักเสบ พบบ่อยเป็นสาเหตุการตายในเด็กเล็ก เกิดจากมีเสมหะเหนียวอุดตันในหลอดลมและถุงลมทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ
2. มีเลือดออกในเยื่อบุตา เป็นจุดแดงที่หน้าและมีเลือดออกในสมอง
3. ชัก พบบ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงและมีเลือดออกในสมอง การวินิจฉัยโรค มีอาการไอเป็นชุด ๆ มีเสียงวู๊ป ส่วนใหญ่ตรวจพบเชื้อในระยะน้ำมูกและ สัปดาห์แรกที่เริ่มมีไอจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังจาก 4 สัปดาห์ตรวจไม่พบเชื้อ

